กำจัดครบวงจร แปลง"ขยะ" เป็น "ไฟฟ้า"

 

ด้วยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ของ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (มทส.) ทำให้ "ขยะ" สิ่งสกปรก สร้างปัญหากลิ่นเหม็น และมลพิษ กลับมีคุณ ค่า โดยเฉพาะการนำมาผลิตเป็นพลังงานไฟฟ้า และยังเป็นการกำจัดขยะอย่างมีประสิทธิภาพ


 

โดยสำนักงานคณะกรรมการ วิจัยแห่งชาติ (วช.) ให้ทุนสนับสนุน นายวีรชัย อาจหาญหัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวมวล สำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จ.นครราชสีมา ในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัยและทีมนักวิจัยสำนักวิชาวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกันทำโครงการวิจัยการศึกษาแนวทางบริหารจัดการขยะชุมชนเพื่อใช้เป็นพลังงานทดแทนแบบครบวงจรด้วยเทคโนโลยีการจัดการขยะชุมชนเพื่อผลิตพลังงานทดแทนตั้งอยู่ภายในฟาร์มของมหาวิทยาลัย บนพื้นที่ 20 ไร่

 

เมื่อเร็วๆ นี้น.พ.สุทธิพร จิตต์มิตรภาพ เลขาธิการ วช.นำคณะไปเยี่ยมชมความคืบหน้าของโครงการ เริ่มตั้งแต่การศึกษาแนวทาง ขั้นตอนและกระบวนการผลิตเป็นเชื้อเพลิงขยะ คุณสมบัติกายภาพ เคมีการออกแบบและพัฒนาต้นแบบโรงงานผลิตเชื้อเพลิงขยะ กระบวนการคัดแยกจนถึงการอัดแท่งเชื้อเพลิงที่ได้จากขยะ ขยะส่วนหนึ่งนำไปเป็นปุ๋ย ใส่ต้นไม้ส่วนที่เหลือ ไปผ่านกระบวน การทางเทคนิคด้วยเทคโนโลยีทำเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งที่ไร้กลิ่น ปลอดเชื้อ ให้ค่าความร้อนสูงประมาณ 25 ล้านจูลต่อกิโลกรัม เปรียบเทียบได้กับกาต้มน้ำร้อนขณะเดือด 25 หม้อ โดยต้นทุนการเตรียมเชื้อเพลิงจากขยะเพียง 2.50 บาทต่อกิโลกรัมเมื่อนำไปทำเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า สามารถผลิตได้ที่ 65 กิโลวัตต์มีเสถียรภาพความร้อนต่อเนื่อง 12 ชั่วโมง และไม่เกิดมลพิษทางอากาศที่สำคัญสามารถตั้งอยู่ในชุมชนได้ และถ้าเทียบเชื้อเพลิงขยะอัดแท่งกับเชื้อเพลิงชีวมวล เช่น พวกไม้โตเร็ว กะลามะพร้าว เหง้ามันสำปะหลัง แกลบซังข้าวโพด พบว่ามีค่าใกล้เคียงกัน

 

ผศ.ดร.วีรชัย อาจหาญ หัวหน้าโครงการ เล่าถึงที่มาว่า โครงการนี้เป็นการวิจัยพัฒนาต่อยอดจากปีพ.ศ.2549 ที่สร้างโรงไฟฟ้าชีวมวลต้นแบบ ขนาดกำลังการผลิต 100 กิโลวัตต์ จากการนำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร มาเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้ถึง 200 ครัวเรือน สามารถลดค่าไฟถึง 30,000 บาทต่อเดือน โรงไฟฟ้าแห่งนี้ใช้เทคโน โลยีแก๊สซิฟิเคชั่น ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ได้รับการยอมรับ และวช.ให้ทุนจำนวน 8.3 ล้านบาท


ต่อ มาปีพ.ศ.2550 ได้พัฒนาวัตถุดิบมาป้อนให้โรงไฟฟ้าชีวมวล ด้วยการให้ชุมชน หรือหมู่บ้านปลูกไม้โตร็ว เช่น ยูคาลิปตัส กระถิ่นเทพา กระถิ่นณรงค์ เพื่อป้อนให้โรงงานไฟฟ้า โดยวช.สนับสนุนอีก 3 ล้านบาท จากนั้นในปี พ.ศ.2552 ได้ศึกษาวิจัยเรื่องขยะภายในมหาวิทยาลัย เพื่อเป็นต้นแบบให้ชุมชน ขยะที่ถูกทิ้งในมหาวิทยาลัยหรือชุมชนส่วนใหญ่เป็นเศษอาหาร เศษใบไม้ เศษหญ้า เศษผ้า เศษกระดาษ และพลาสติกชนิดต่างๆ มาผ่านเทคโนโลยีต้นแบบ เพื่อเข้ากระบวนการผลิตขยะหมักแบบเชิงกล-ชีวภาพ เพื่อกำจัดกลิ่น ก่อนแปรสภาพขยะให้เป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งไร้กลิ่น ปลอดเชื้อ หรือที่เรียกว่า อาร์ดีเอฟ (RDF : Refuse Derived Fuel) และนำเข้าสู่กระบวนการทำความร้อน จนได้เชื้อเพลิงป้อนเข้าโรงไฟฟ้าชีวมวล เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยพบว่าเพียงพอต่อการใช้งานในโรงงานวิจัยขยะภายในมหาวิทยาลัย อีกทั้งยังสามารถลดค่าไฟฟ้าได้ถึง 30,000 บาทต่อเดือน หากเทียบกับชุมชน พบว่าโรงไฟฟ้าขนาด 100 กิโลวัตต์สามารถแจกจ่ายให้กับชาวบ้านได้ถึง 200 ครัวเรือน


อาจารย์วีรชัย อธิบายถึงกระบวนการผลิตว่า เริ่มจากรถขยะเก็บขยะตามจุดต่างๆ ภายในมหาวิทยาลัย ซึ่งมีอยู่ 175 จุด จากนั้นนำขยะมาไว้ที่โรงงานวิจัยขยะ หรือศูนย์ความเป็นเลิศทางด้านชีวมวลเพื่อมาแปรสภาพขยะ จากขยะต่างๆ ทำให้พบว่าพฤติกรรมส่วนใหญ่ของคนไทย จะทิ้งขยะรวมกันทั้งเปียก และแห้ง หรือถ้าแยกคนเก็บขยะก็จะเทรวมกันอยู่ดี แล้วนำมาเข้ากระบวนการ ทำงาน ตั้งแต่นำขยะที่ย่อยสลายได้ และไม่ย่อยสลาย ผ่านสายพานลำเลียงเพื่อแยกออกจากถุง และคัดขยะที่สามารถรีไซ เคิลได้ เช่น กระป๋องอะลูมิเนียม ขวดแก้ว พลาส ติก เศษเหล็ก โดยใช้แรงงานคนจาก นั้นนำขยะพวกเศษอาหารทั้ง หมด นำเข้าเครื่องสับขยะย่อยหยาบ มีกำลังผลิต 700 กิโลกรัมต่อชั่วโมง เพื่อลดปริมาตรให้เหมาะต่อการจัดการ ก่อนที่ขยะจะถูกลำเลียงไปสู่โรงบำบัดทางกลและชีวภาพ หรือโรงงานบำบัดหมักขยะ เพื่อปรับเสถียรภาพของขยะให้เหมาะสมสำหรับการนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิง

 

 

โดย เก็บไว้ประมาณ 1 เดือน แล้วใช้เครื่องมือพลิกกลับขยะ ด้วยสกรู ในแนวตั้ง จะทำให้กองขยะที่อยู่ทางด้านล่างมีโอกาสสัมผัสกับอากาศได้มาก ทำให้กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพได้ดีขึ้น จุลินทรีย์ที่หมักไว้ไม่ตาย หรือเน่าเสีย เมื่อหมักได้ 1 เดือนแล้วนำไปร่อน โดยใช้เครื่องคัดแยกแบบตะแกรงหมุน ที่จะร่อนขยะออกมาเป็นผง สามารถนำมาผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่นำไปใช้เป็นสารปรับปรุงดิน

 

ขณะ เดียวกัน ก็ยังแยกเชื้อเพลิงขยะ ที่เรียกว่า อาร์ดีเอฟ 4 (ผ่านกระบวนการมาถึงขั้นที่ 4) ที่เป็นขุยๆ ทั้งเศษพลาสติก ขยะ ที่สามารถนำไปเป็นเชื้อเพลิงอัดแท่งที่ไร้กลิ่น โดยนำไปใส่ในเครื่องอัดแท่งเชื้อเพลิงแข็ง หรืออาร์ดีเอฟ 5 เพื่อนำไปใช้เป็นเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าชีวมวล ผลิตกระแสไฟฟ้า 100 กิโลวัตต์ เพียงพอต่อการใช้งานภายในมหาวิทยาลัย
อีกทั้งยังช่วย ประหยัดค่าขนขยะให้กับเทศบาลนำไปทิ้ง 80,000 บาทต่อเดือน หรือครั้งละ 800 บาทต่อตัน และลดค่าไฟฟ้าได้ 30,000 บาทต่อเดือนด้วย ส่วนเชื้อเพลิงขยะอาร์ดีเอฟ 4 และอาร์ดีเอฟ 5 สามารถส่งขายโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ อีกด้วย

สรุปได้ว่า โครงการจัดการขยะที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี เป็นไปอย่างครบวงจร และในอนาคตก็จะนำโครงการนี้เผยแพร่ไปสู่ชุมชนเป้าหมาย ไม่ว่าจะเป็น อบต. เทศบาลต่างๆ หรือมหาวิทยาลัยอื่นๆ ที่สนใจ

 

ที่มา : วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553 ปีที่ 20 ฉบับที่ 7297 ข่าวสดรายวัน
http://khaosod.co.th/view_news.php?newsid=TUROb1lYQXdNekl4TVRFMU13PT0=&sectionid=TURNeE53PT0=&day=TWpBeE1DMHhNUzB5TVE9PQ==